“เขาบอกว่า…..”,  “ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่”,  “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ”  รู้สึกไหมว่ารอบๆตัวเรามีแต่คำพูดที่แสดงถึงความเชื่อหลากหลายรูปแบบ เรามักจะเจอคำเหล่านี้อยู่บ่อยๆ เวลาที่พูดเรื่องที่ดูไม่น่าเชื่อ แต่คนพูดเชื่อเรื่องนั้นมากๆ โดยที่เขาหรือเราก็คงไม่ทันได้รู้ตัวว่าความเชื่อเหล่านี้มันได้เริ่มเกิดขึ้นมาตอนไหน ครั้งแรกที่เราเริ่มเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งมันเมื่อไหร่
 
believe


 
หลายคนติดปากกับประโยคที่พูดมาเมื่อกี้โดยที่ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเกิดมีใครถามย้อนกลับมาว่า เขาที่ว่าคือใคร หรือทำไมต้องเชื่อ พฤติกรรมคนไทยหลายอย่างที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำไปเพราะอะไร หรือแม้แต่คำพูด คำอุทานที่พูดออกมาเวลาตกใจ หรือเตือนใครสักคน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มักจะเตือนเด็กๆ มันแปลว่าอะไร มีที่มาจากไหนกัน เช่น
 
“ห้ามเล่นหมากเก็บในบ้าน โบราณเขาถือ” “อาหารหล่นพื้นแปลว่าเจ้าที่ขอ” “ห้ามเคาะจานชามขณะทานข้าว” “ห้ามตัดผมวันพุธหัวจะกุด”
 
ประโยคเหล่านี้ดูเป็นประโยคลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป ฟังดูก็ว่าแปลกๆ หลายคนคิดว่าไม่น่าเชื่อ แต่ที่แปลกกว่าคือการที่หลายคนไม่ฝ่าฝืน จะเห็นว่าร้านตัดผมมักเลือกหยุดวันพุธ เด็กๆไม่กล้าเคาะจานชามเพราผู้ใหญ่คนรอบข้างมักจะมองตำหนิ เด็กๆมักเล่นหมากเก็บที่โรงเรียนมากกว่าที่บ้าน การกระทำเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าคนเราเชื่อใช่หรือเปล่า เชื่อโดยไม่ได้หาคำตอบ
 
ความเชื่อเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินได้ด้วยคนคนหนึ่งมอง แม้ความเชื่อจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ความเชื่อเกิดจากคนหมู่มากได้เช่นกัน สังเกตได้จากสิ่งใดก็ตามที่เกิดกระแสโด่งดังขึ้นมามักเกิดจากคนที่ไปรุม พูดต่อ บอกเล่าถึงความน่าเชื่อของสิ่งนั้น จนเกิดการทำตาม บอกต่อ เลียนแบบต่อกันไปเรื่อยๆไม่รู้จบ จะจบก็ต่อเมื่อคนเลิกให้ความสนใจ ความน่าเชื่อถือก็จะดูน้อยลงไปด้วยตามจำนวนคน สรุปแล้วความน่าเชื่อถือนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นๆ หรืออยู่ที่คนที่เชื่อกันแน่ เรื่องนี้ไม่มีข้อพิสูจน์ แต่เห็นได้ด้วยตาว่าความเชื่อเป็นกระแสอย่างหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่เราควรรู้ให้ได้คือวัตถุประสงค์ของคนที่ทำให้เราเชื่อมากกว่า ว่าเขาหวังดี เป็นกุศโลบาย  หรือหวังหลอกลวงเพื่อหวังผลประโยชน์จากเราหรือเปล่า 

  • สนใจติดต่อลงโฆษณา

    สนใจติดต่อลงโฆษณาได้ที่ myhappyoffice.com@gmail.com โทรศัพท์ (Tel) : 0 85835 0165

ออฟฟิศนี้...ไม่มีเรื่องเครียด :) กด "LIKE" เป็นพนักงานเลย!!