10 วิวที่ไม่ควรพลาดในหน้าหนาว

The Best Panoramic View in Winter

 
ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวที่สายลมพัดเอาความหนาวเหน็บมาพร้อมกับท้องฟ้าแจ่มใส และแสงสวยๆ ในยามพระอาทิตย์ทั้งตกและขึ้น ด้วยบรรยากาศเย็นสบายทำให้ฤดูกาลนี้ เป็นช่วงเวลาเดินทางของใครๆ หลายคน และนี่คือ 10 สถานที่ท่องเที่ยวในแบบพาโนรามาวิวที่ให้คุณได้มองเห็นทิวทัศน์ไกลสุดสายตาสวยงามจับใจ หนาวนี้เลือกปักหมุดกันได้เลย

 
 
1. จุดชมวิวทะเลหมอก เขาค้อ

 
ทะเลหมอกใกล้กรุง คือ นิยามเรียกขานเขาค้อที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ เนินเขาที่มีอยู่มากมายในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาวเป็นจุดชมทะเลหมอกอันสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย ท่วงทำนองและอารมณ์ของการชมทะเลหมอกที่เขาค้อนั้นมีหลายที่ ซึ่งมีความสวยงามใกล้เคียงกัน อาทิ อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ ซึ่งในอดีตนับเป็นจุดสูงสุดที่สามารถชมวิวได้แบบ 360 องศา และเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากที่สุด แต่เมื่อเหล่าหมู่ไม้เติบโตขึ้นมาจนเริ่มบดบังทัศนียภาพจนชมวิวได้ยากและไม่สวยเหมือนก่อน ทำให้ที่ วัดกองเนียม ซึ่งอยู่ด้านล่างก่อนถึงทางขึ้นอนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ (ทางซ้ายมือเมื่อมาจากทางแคมป์สน) กลายเป็นจุดชมวิวที่สวยงามและเข้าถึงได้ง่ายในปัจจุบัน
 
Khao kho (3)
 
ณ จุดชมวิวที่วัดกองเนียมจะเห็นมุมมองทิวทัศน์แบบ 180 องศา ด้านซ้ายมือจะเป็นทิวต้นค้อที่มีรูปลักษณ์คล้ายต้นตาล พืชประจำถิ่นของเขาค้อ และนี่คือที่มาของชื่อ “เขาค้อ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจุดชมวิวแห่งนี้ ทิวเขาสลับซับซ้อนอันงดงามยามสายหมอกเคลื่อนไหวตัวคลอเคลียอย่างช้าๆ เมื่อแสงตะวันพ้นหมู่เมฆสาดแสงสีส้มสะท้อนชั้นเขาก่อเกิดเป็นมิติแสงที่สร้างความลึกล้ำให้แด่ภาพตรงเบื้องหน้า ซึ่งคุณจะสัมผัสได้ทันทีถึงความสวยงามอันเป็นที่สุดในเช้าแรกของวันที่มาเยือนเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
 
Khao kho (1)
 

เนื่องจากจุดชมวิวเขาค้อที่วัดกองเนียมอยู่ในบริเวณวัด จึงควรเดินทางเข้าชมราว 06:00 น. เพื่อจะได้ไม่รบกวนพระสงฆ์และไม่ควรส่งเสียงดังในวัดมากจนเกินไป วัดแห่งนี้ถ้ามาจากสามแยกแคมป์สน บนเส้นทางหลวงหมายเลข 12 มุ่งหน้ามาตามเส้นทางไปอนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ วัดจะอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงทางขึ้นอนุสรณ์ฯ เล็กน้อย

 

2. จุดชมวิวหยุนไหล ปาย แม่ฮ่องสอน

 
มาเที่ยวปายแล้วไม่ไปม่อนหยุนไหล ก็เหมือนเที่ยวไม่ครบ ปาย มิได้มีแค่ถนนคนเดินเท่านั้น ที่นี่ยังมีธรรมชาติอันสวยงามอีกมากมายที่รอคุณมาทำความรู้จัก จุดชมวิวหยุนไหล เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองปาย ซึ่งคุณจะต้องไปสัมผัส บนจุดชมวิวหยุนไหลสามารถมองเห็นหมู่บ้านสันติชลและตัวเมืองปายได้อย่างชัดเจน ทุกๆ เช้าบนลานโล่ง จุดชมวิวหยุนไหลจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเฝ้าชมความสวยงามของธรรมชาติ ภาพเบื้องหน้าที่คุณจะได้สัมผัสคือสายหมอกที่มารวมตัวกันเหมือนดังสายน้ำท่ามกลางหุบเขาที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านยอดเนินและท้องทุ่งในเมืองปาย ซึ่งจะเป็นภาพที่ทำให้คุณต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน
 
Pai (1)

Pai (3)
 
จุดชมวิวม่อนหยุนไหลจะอยู่เลยจากหมู่บ้านสันติชล (บ้านจีนยูนาน) อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปอีกราว 3 กิโลเมตร การเดินทางนักท่องเที่ยวจะต้องจอดรถส่วนตัวไว้ที่ลานจอดรถหมู่บ้านสันติชล จากนั้นจะมีบริการรถรับ – ส่ง ขึ้นสู่จุดชมวิวหยุนไหล

 

3. ดอยแม่ตะมาน มองเพลินๆ เชิงดอยเชียงดาว

 
ดอยแม่ตะมาน มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวว่าเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สามารถมองเห็นเทือกดอยหลวงเชียงดาว ยอดดอยที่สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย ได้สวยงามที่สุด ที่นี่จึงเป็นจุดหมายของนักเดินทาง ซึ่งมักจะมาพักแรมกางเต็นท์ เพื่อสัมผัสสายลมหนาวและมองดูดอกนางพญาเสือโคร่งเบ่งบาน บนจุดชมวิวยอดดอยแม่ตะมาน (สถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ) ณ เบื้องหน้า คุณจะได้เห็นเทือกเขาหินปูนปลายทางหิมาลัยที่มีรูปร่างสวยงามแปลกตา เทือกดอยหลวงเชียงดาวจะวางตัวทอดยาวขนานไปกับดอยแม่ตะมาน ทั้งสองดอยนี้อยู่ใกล้กันมากพอให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการ โดยมีเพียงผืนป่ากางกั้นอยู่ผืนเดียวเท่านั้น ยามเช้าก่อนอรุณรุ่ง เราจะเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันงดงามของแสงแดดที่ทาทาบบนเทือกดอยหลวงเชียงดาวปรากฏเป็นสีแดงสวยงาม ส่วนเบื้องล่างในวันที่โชคดีอาจเห็นทะเลหมอกผืนใหญ่ลอยอยู่ตรงหน้า ยามสายสายหมอกค่อยๆ เคลื่อนผ่านยอดดอยหลวง คือภาพที่จะทำให้คุณประทับใจไปอีกนานเท่านาน
 
Doi Mae ta man (3)
 
นอกจากยอดดอยแม่ตะมานแล้ว ห่างไปราว 600 เมตร คุณจะพบกับต้นนางพญาเสือโคร่งที่กำลังออกดอกสีชมพูสดสวยเรียงรายอยู่สองข้างทาง บริเวณนี้จะอยู่ในพื้นที่ของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ทั้งสองหน่วยงานนี้อยู่ติดกัน การมาดอยแม่ตะมานคุณจะได้พบทั้งวิวทิวทัศน์แบบ 180 องศา มองเห็นเทือกดอยหลวงเชียงดาวอันสวยงาม และมีโอกาสชมดอกนางพญาเสือโคร่งผลิบานในคราวเดียวกัน (ประมาณเดือนธันวาคมต่อเนื่องไปจนถึงมกราคม โดยประมาณ)
 
Doi Mae ta man (2)

การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่ – เชียงดาว – ฝาง เลี้ยวซ้ายตรงหลักกิโลเมตรที่ 67 – 68 ตรงปากทางเข้าบ้านแม่นะ ปากทางจะมีป้ายชื่อวัดจอมคีรี เลี้ยวซ้ายแล้วขับตรงเข้าไปขึ้นเขาสูงชัน เมื่อผ่านเส้นทางลูกรังอัดแน่นระยะทางราว 22 – 24 กิโลเมตร ก็จะถึงหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมานและสถานีเกษตรที่สูงสันป่าเกี๊ยะ

 

4. ชมวิวริมโขงที่ภูทอก เชียงคาน

 
เชียงคานวันนี้กลายเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ต้องมาเยือนสักครั้ง ชีวิตช้าๆ ที่เชียงคานคงทำให้หลายคนตกหลุมรัก บางคนปลีกตัวเองมาใช้ชีวิตอย่างจริงจังที่เชียงคาน เมืองชายโขงที่ยังคงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย มนต์ขลังริมโขงเมื่ออาทิตย์อัสดงนั้น งดงามไม่เป็นสองรองใคร เมื่อผนวกกับยามค่ำคืนบนถนนคนเดินที่ยังคงพอมีบ้านไม้เก่าๆ หลงเหลือให้เห็น สีสันและผู้คนทำให้ชีวิตยามค่ำคืนที่เชียงคานเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่คุณควรมาสัมผัสด้วยตนเอง
 
Phu tok (1)
 
การมาเที่ยวเชียงคานสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ตื่นแต่เช้าขึ้นไปชมทิวทัศน์แบบ 360 องศา บนภูทอก ภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำโขง โดยเช้ามืดของทุกวันตั้งแต่ 05:00 น. จะมีบริการรถรับส่งขึ้นภูทอกให้เราได้ไปเก็บเกี่ยวความหนาวเย็นและความงามของทะเลหมอก (ถ้าโชคดี)
 
ภูทอกมีความโดดเด่นในเรื่องของจุดชมวิวที่คุณสามารถเลือกชมได้หลากหลายมุม วนรอบได้ 360 องศา บนภูทอกเป็นที่ตั้งของสถานีโทรคมนาคมของอำเภอเชียงคาน ณ จุดนี้เราจะได้เห็นทิวเขาทางฝั่งไทยและฝั่ง สปป.ลาว ทั้งแม่น้ำโขงที่ทอดยาวคดโค้งไปมา เมืองสานะคามฝั่ง สปป.ลาว เมืองเชียงคาน แก่งคุดคู้ ภูควายเงินฝั่งไทย พร้อมกับชมอาทิตย์ขึ้นรับแสงแรกก่อนใคร ส่วนทะเลหมอกขึ้นอยู่กับโชคของแต่ละคนจริงๆ ไม่ว่าจะมีสายหมอกบางๆ หรือทะเลหมอกหนาๆ จุดชมวิวภูทอกแห่งนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ต้องมาเยือนให้ได้เมื่อมาเที่ยวเชียงคาน
 
Phu tok (2)

การเดินทางจากตัวเมืองเชียงคานใช้ทางหลวงหมายเลข 211 ไปทางอำเภอปากชม เมื่อผ่านทางแยกเข้าแก่งคุดคู้ไปไม่ไกล จะพบทางแยกขวามือ ปากทางมีป้ายสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน เส้นทางขึ้นภูทอก เมื่อขับรถมาถึงทางขึ้นภูทอกจะต้องจอดรถไว้ที่ปากทางขึ้นภูทอก และใช้บริการรถสาธารณะที่อำเภอเชียงคานจัดไว้ให้ ค่าโดยสารประมาณคนละ 25 บาท

 

5. ชมอาทิตย์อัสดงที่แหลมพรหมเทพ ภูเก็ต

 
ลับหายไปจากสายตา ณ ตรงจุดบรรจบระหว่างผืนน้ำกับท้องฟ้า จุดชมวิวยามอาทิตย์อัสดงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศไทยคงไม่มีที่ไหนโด่งดังเท่า “แหลมพรหมเทพ” จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดที่กรมอุตุนิยมวิทยาใช้เป็นสถานที่อ้างอิงในการกำหนดให้เป็นจุดที่ดวงตะวันลับขอบฟ้าของประเทศด้วย
 
Lam pom thep
 
แหลมพรหมเทพเป็นแหลมที่อยู่ทางตอนใต้ของเกาะภูเก็ต ห่างจากหาดราไวย์ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับแรกที่นักเดินทางจะต้องไปเยือนให้ได้หากไปเที่ยวภูเก็ต ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของแหลมพรหมเทพที่มีแนวต้นตาลยืนเรียงต้นไหลลาดลงสู่ปลายแหลมที่มีโขดหินและแผ่นดินยื่นออกไปในทะเล มีเส้นทางเดินลงไปจนสุดปลายแหลมจรดกับทะเลสีมรกต โดยด้านหน้าจะเห็นเกาะแก้วโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ ทางด้านขวามองเห็นแนวหาดในหาน มีเรือยอร์ชจอดลอยลำให้เห็น ส่วนด้านบนเหนือแหลมพรหมเทพขึ้นไปเป็นที่ตั้งของ “ประภาคารกาญจนาภิเษก แหลมพรหมเทพ” ประภาคารแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี มีขนาดความกว้างที่ฐาน 9 เมตร สูง 50 ฟุต โดยแสงไฟจากโคมของประภาคารสามารถมองเห็นได้ไกลในระยะถึง 39 กิโลเมตร เลยทีเดียว
 
สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว แหลมพรหมเทพคือสถานที่ในดวงใจที่ต้องมาเยือนให้ได้เมื่อมาถึงภูเก็ต ในช่วงยามเย็นเหล่านักท่องเที่ยวจะจับจองพื้นที่เพื่อเฝ้ารอชมความสวยงามก่อนที่แสงสุดท้ายจะลาลับ แสงสีทองฉาบทาลงบนแหลมพรหมเทพ ทุ่งหญ้ากลายเป็นสีทอง ผืนทะเลสีมรกตส่องประกายระยิบระยับ ดวงตะวันกลมโตสีแดงค่อยๆ เคลื่อนตัวหายลับไปตรงเส้นขอบฟ้า หลงเหลือเพียงแสงสว่างอันเลือนราง ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนจากสีแดงมาเป็นสีน้ำเงิน จนรัตติกาลคืบคลานเข้ามาในที่สุด คือความงดงามที่แปรเปลี่ยนไปทุกนาทีโมงยามของความสวยงาม ณ แหลมพรหมเทพ ซึ่งจะสร้างความประทับใจอย่างเหลือล้นหากคุณได้มาสัมผัสด้วยตนเอง
 

จากตัวเมืองภูเก็ตไปตามทางหลวงหมายเลข 4027 และ 4024 ผ่านหาดราไวย์และหาดในหาน จากนั้นตรงไปตาม ทางหลวงหมายเลข 4233 อีกประมาณ 650 เมตร ก็ถึงลานจอดรถของแหลมพรหมเทพ ต้องเดินขึ้นบันไดไปบนเนินสูง เพื่อไปจุดชมวิว

 

6. ความงามเหนือสายหมอกที่ ภูลังการีสอร์ท จังหวัดพะเยา

 
ในห้วงเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ภูลังการีสอร์ท เป็นที่กล่าวถึงว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกสวยที่สุดของจังหวัดพะเยา ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจนถึงขนาดมีคนเคยพูดว่า “ก่อนจะตายต้องไปชมทะเลหมอกที่ภูลังการีสอร์ทสักครั้ง” กันเลยทีเดียว ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว ชื่อเสียงของภูลังการีสอร์ทนั้น โด่งดังมานานนับสิบๆ ปี เนื่องจากตั้งอยู่บนเขาสูงในทำเลสุดยอดริมทางหลวงหมายเลข 1148 เส้นทางที่เชื่อมจังหวัดพะเยากับจังหวัดน่าน (อำเภอสองแคว) เข้าด้วยกัน เส้นทางสายนี้พาดผ่านทิวเขาสูงน้อยใหญ่มากมายและเป็นเส้นทางขับรถที่สวยงามอีกเส้นหนึ่งของเมืองไทย
 
Screen Shot 2016-12-16 at 4.01.32 PM
 
การมาชมทิวทัศน์บริเวณนี้ควรเข้าพักที่รีสอร์ท ซึ่งมีห้องพักหลากหลายให้เลือก สะดวกสบายเพียงแค่คุณเปิดประตู หรือหน้าต่างออกมาก็จะได้พบภาพสวยๆ อย่างที่ใจฝัน โดยไม่ต้องออกแรงปีนป่ายเหมือนอย่างที่ไหนๆ สำหรับทัศนียภาพยามเช้าตรู่ตรงเบื้องหน้า ณ จุดชมวิวของภูลังการีสอร์ท คุณจะได้เห็นทุ่งราบที่แวดล้อมไปด้วยขุนเขา ตรงกลางมีภูช้างน้อยและเขาลูกเล็กๆ วางเรียงตัวสงบนิ่งสวยงาม
 
ความงามนั้นแปรเปลี่ยนไปทันทีที่สายหมอกขาวเริ่มคืบคลานเข้าสู่พื้นราบ ปกคลุมพื้นที่อย่างช้าๆ จนเต็มแน่น หุบเขาภูช้างน้อยและขุนเขาลูกเล็กๆ ที่โผล่พ้นทะเลหมอกออกมาดูเหมือนเกาะกลางทะเลก็ไม่ปาน สายหมอกบางส่วนลอยแทรกแซมเข้าไปตามร่องเขา สอดประสานยามเมื่อแสงแรกของวันส่องกระทบก่อเกิดเป็นมิติลึกล้ำสวยงาม ทะเลหมอกสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้มได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นภาพแห่งความทรงจำที่จะตราตรึงอยู่ในใจไปอีกนานแสนนาน สำหรับคนที่โชคยังไม่ดีพออาจได้เห็นเพียงสายหมอกบางๆ ที่ห่มคลุมขุนเขาทั้งๆ ที่อากาศเย็นฉ่ำ แสงที่เล็ดลอดออกมาจากหมู่เมฆเพียงทำให้พื้นที่สว่างไสวมิได้ปรากฏสีสันซึ่งดูเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติที่เราไม่สามารถกำหนดอะไรได้ ที่ภูลังการีสอร์ทก็เช่นกัน
 
Screen Shot 2016-12-16 at 4.01.45 PM
 
สำหรับใครที่อยากสัมผัสกับบรรยากาศและภาพสวยๆ ณ จุดชมวิวแห่งนี้ ขอแนะนำให้มาในช่วงรอยต่อของฤดูกาลระหว่างปลายฝนต้นหนาว หรือจะเป็นช่วงฤดูหนาวไปเลยก็ได้ เพราะโอกาสที่จะได้เห็นทะเลหมอกสวยๆ ตรงจุดนี้จะมีมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

จากตัวเมืองพะเยาใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1202, 1021 ผ่านอำเภอจุน อำเภอเชียงคำ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 1148 เส้นทางที่จะไปอำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร ภูลังการีสอร์ทจะอยู่ทางซ้ายมือ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 81023 2421, 0 86191 0291 www.facebook.com/PhulangkaResort

 

7. ที่นี่ ภูชี้ฟ้า

 
ระยะเวลาเกือบ 30 ปี ที่โลกได้รู้จักภูชี้ฟ้า ภูเขาสูงริมชายแดนไทย – ลาว ในอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นยอดเขาที่ยื่นชี้ขึ้นไปในมุมสูงราวกับชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ผู้คนในยุคบุกเบิกที่ค้นพบความสวยงามอันน่ามหัศจรรย์ของภูเขาแห่งนี้จึงตั้งฉายาให้ว่า ภูชี้ฟ้า ภูชี้ฟ้าเป็นหนึ่งในภูเขาสูงแห่งเทือกดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย – สปป.ลาว ในช่วงฤดูหนาวก่อนที่อรุณเบิกฟ้าราวๆ 05:00 น. ของทุกวัน นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องฝ่าความหนาวเหน็บ เพื่อมารวมตัวกันตรงลานจอดรถเตรียมเดินขึ้นสู่ยอดภูชี้ฟ้าที่มีระยะทางราว 1.5 กิโลเมตร เส้นทางที่ต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟฉาย ความสนุกตื่นเต้นซึ่งผสมปนเปไปกับความเย็นยะเยือกทำให้การเดินทางขึ้นสู่ภูชี้ฟ้าไม่น่าเบื่อ การเที่ยวภูชี้ฟ้าต้องให้ความระมัดระวังในการเดินอย่างมาก เพราะเป็นหน้าผาสูงชันและลื่น ดังนั้น นักท่องเที่ยวไม่ควรเดิน หรือยืนชิดริมหน้าผา ไม่ว่าบริเวณใดๆ ของภูชี้ฟ้า เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเวลา
 
Phu Chi pha (1)
 
ความสวยงามของภูชี้ฟ้าจะมีก่อนที่แสงแรกของวันโผล่พ้นขึ้นมาจากขอบฟ้า ภาพภูชี้ฟ้าและท้องฟ้าสีน้ำเงินที่มีทะเลหมอกสีขาวอยู่เบื้องล่าง คือไฮไลต์ที่ทำให้ทุกคนอยากมาสัมผัส ในจังหวะที่แสงอาทิตย์เริ่มพ้นเหลี่ยมเขา เราจะเห็นภาพความงามได้อย่างชัดเจน ทะเลหมอกสีขาวที่อยู่ริมชายแดนค่อยๆ เคลื่อนไหวราวสิ่งมีชีวิต สายหมอกแทรกตัวเข้าไปตามร่องหุบเขา เรี่ยอยู่บนเนินระหว่างต้นไม้ใหญ่ แสงสีเหลืองที่สาดกระทบทำให้เกิดความงามจนยากจะพรรณนา เสียงชัตเตอร์ดังระรัว เสียงร้องแสดงความตื่นตาตื่นใจดังระงมไปทั่ว ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอันเปี่ยมสุขมีให้เห็นทั่วทั้งภูชี้ฟ้า นั่นคือสิ่งที่คุณจะได้พบเมื่อมายังดงดอยแห่งนี้
 
Phu Chi pha (2)

การเดินทางจากจังหวัดเชียงรายใช้เส้นทางหมายเลข 1152, 1020 เชียงราย – ขุนตาล – เทิง และจากเทิงใช้เส้นทางหมายเลข 1021, 1155 ขึ้นสู่ภูชี้ฟ้าได้เลย อีกเส้นทางหนึ่งเริ่มต้นที่อำเภอเทิงเช่นกัน ใช้เส้นทางหมายเลข 1021 เทิง – ภูซาง จากอำเภอภูซางใช้เส้นทางหมายเลข 1093 จะผ่านน้ำตกภูซางตรงขึ้นสู่ภูชี้ฟ้าและผาตั้งในลำดับต่อไป

 

8. ผาเดียวดาย อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปลายทางของการค้นหา

 
ในความเงียบงันที่แม้กระทั่งเสียงลมหายใจยังได้ยิน ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะดังก้องอยู่ในความรู้สึก อากาศเย็นชื้นมีเพียงสายลมแผ่วเบาที่พัดพากระซิบบอกใบไม้ให้เคลื่อนไหวมิอาจเอ่ยอ้างคำใดๆ ถึงความสงัดเงียบในเวลานี้ เวลาที่คุณจะได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง ผาเดียวดาย อาจเป็นสถานที่ที่คุณอยากออกไปสัมผัสค้นหาจิตใจของตัวเอง
 
จะว่าไปแล้วผาเดียวดายมิได้สวยงามเลิศหรูไปกว่าหน้าผาใดๆ ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย แต่กลับมีมนตร์ที่สามารถสะกดให้นิ่งงันไปกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ ผาเดียวดายเป็นส่วนหนึ่งของเขาเขียว เส้นทางเดินสู่ผาเดียวดายมีระยะทางราว 400 – 500 เมตร ปัจจุบันได้จัดให้มีทางเดินไม้อย่างดี รวมทั้งป้ายสื่อความหมายที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้ต่างๆ ในยามฤดูฝน เชื่อว่าผืนป่าระยะทาง 400 เมตร แห่งนี้ จะสร้างความประทับใจให้แก่คุณอย่างมาก
 
Khao Yai (1)
 
ความชุ่มชื้นกลางป่าฝนทำให้สิ่งมีชีวิตทุกอย่างเริงร่า พืชพรรณไม้เขียวขจีอวดความสวยสดให้เราได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นช้องนางคลี่ หญ้าข้าวกล่ำสีม่วงสด มอสและตะไคร่ปกคลุมโขดหิน เถาวัลย์ระโยงระยางเกาะเกี่ยวต้นต้นไม้ดูเขียวขจี ในบางเวลาอาจมีสายหมอกเคลื่อนผ่านให้อารมณ์เหมือนป่าในจินตนาการเลยทีเดียว เส้นทางเดินเพียง 400 เมตร คุณอาจใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงในการซึมซับบรรยากาศเมื่อมาถึงหน้าผาเดียวดายที่มีลานกว้างเพียงไม่กี่ตารางเมตร หน้าผาตัดชันดิ่งไม่ควรเข้าใกล้ริมผา เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ในความเงียบสงบอาจมีเสียงชะนีร้องดังก้องในหุบเขาเบื้องล่าง ถ้าโชคดีอาจมีนกเงือกขยับปีกบินผ่านผืนป่าให้เราได้เห็น
 
Khao Yai (2)
 
การมาชมผาเดียวดายไม่จำเป็นต้องมาแต่เช้ามืดก็ได้ ที่นี่เราสามารถชมและสัมผัสธรรมชาติได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งสามารถมาเที่ยวได้ทุกฤดูกาล เพราะมีความงามซ่อนอยู่มากมาย แต่จะสวยสมบูรณ์ที่สุดในช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นไป เพราะผืนป่าเขียวขจีชุ่มฉ่ำ ส่วนฤดูหนาวมาชมอาทิตย์ขึ้นได้ที่ผาเดียวดายในกรณีที่พักค้างคืนบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

การเดินทางสู่ผาเดียวดาย อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีสองเส้นทางคือ จากฝั่งอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ใช้เส้นทางถนนธนะรัชต์ ผ่านปาลิโอ ตรงเข้าสู่ด่านเก็บค่าธรรมเนียมทางฝั่งปากช่อง ขับรถขึ้นไปจนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผ่านอ่างเก็บน้ำสายศร ขับเลยไปจะเจอสามแยก เลี้ยวขวาลงไปทางด่านเนินหอม จากสามแยกนี้ประมาณ 100 เมตร จะมีสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปทางสถานีเรดาร์กองทัพอากาศ ซึ่งเป็นทางเดียวกับไปผาเดียวดาย ผาตรอมใจ และศาลเจ้าพ่อเขาเขียว ระยะทางราว 12 – 14 กิโลเมตร แล้วก็จะถึงผาเดียวดาย จอดรถที่ลานจอดฝั่งตรงข้าม (ทางขวามือ) แล้วเดินลงไปตามเส้นทางราว 400 เมตร เท่านั้น
 
อีกเส้นทางหนึ่งคือ เดินทางมาจากจังหวัดปราจีนบุรี ตรงเข้าสู่ด่านเนินหอม เมื่อผ่านน้ำตกเหวนรกก็จะมาบรรจบกับสามแยกไปเขาเขียว สถานีเรดาร์กองทัพอากาศ ให้เลี้ยวขวาตามเส้นทางนั้น
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะปิดด่านห้ามขึ้นตั้งแต่เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป และเปิดอีกทีช่วง 05:00 – 06:00 น. เพื่อความปลอดภัย เพราะช่วงกลางคืนเป็นเวลาที่สัตว์ป่าออกหากินตามถนนบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

 

9. หลีเป๊ะ เกาะสวรรค์อันดามันใต้

 
เกาะหลีเป๊ะ อยู่ในพื้นที่จังหวัดสตูลสุดขอบทะเลอันดามัน ซึ่งเกือบเป็นเกาะสุดท้ายก่อนที่จะเข้าเขตน่านน้ำประเทศมาเลเซีย เมื่ออยู่ห่างไกลจากชายฝั่งมากขนาดนี้ แน่นอนว่าน้ำทะเลและหาดทรายของเกาะหลีเป๊ะจะต้องใสสะอาด ขาวละเอียดราวผงแป้ง เกาะหลีเป๊ะเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะอาดัง – ราวี ซึ่งหมู่เกาะนี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ชื่อเสียงที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติรับรู้คือ เป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังที่สวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย โดยเฉพาะปะการังน้ำตื้น ขึ้นมาบนหาดทรายอยากจะบอกว่าบนเกาะแห่งนี้สวยงามในทุกหาดและทุกมุม ด้วยหาดทรายที่ขาวสะอาดและน้ำทะเลใสกระจ่างเป็นทุน เมื่อเติมเข้ากับท้องฟ้าสีครามแล้ว จึงทำให้ทุกชายหาดของเกาะหลีเป๊ะสวยงามอย่างที่สุด ไม่ว่าจะเป็นหาดพัทยา (ชมพระอาทิตย์ตกน้ำ) หาดชาวเล หรือหาดซันไรส์ (ชมพระอาทิตย์ขึ้น)
 
Lipe (1)
 
นอกจากชายหาดสวยๆ บนเกาะหลีเป๊ะแล้ว ยังมีเกาะราวีที่อยู่ไม่ไกลจากเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งเกาะราวีเป็นเกาะที่คุณต้องไปให้ได้ เพราะสงบเงียบเป็นที่สุดและมีชายหาดสวยงามในมุมมอง 180 องศา แบบพาโนรามา ซึ่งคุณจะต้องตื่นตะลึงในความพิสุทธิ์ของเกาะราวีแห่งนี้ แต่ถ้าต้องการทิวทัศน์มุมสูง ขอแนะนำให้นั่งเรือข้ามไปเกาะอาดังเพียง 10 นาที แล้วเดินขึ้นสู่หน้าผาชะโด ในวันที่อากาศแจ่มใสบนผาชะโดคือจุดชมวิวที่เราสามารถมองเห็นท้องทะเลอันดามัน รวมทั้งเกาะหลีเป๊ะ เกาะลังกาวี และเกาะตะรุเตาอีกด้วย การมาเกาะหลีเป๊ะคุณจะได้ชมความงดงามแบบ 3 มิติ ตั้งแต่ใต้น้ำ บนบก และบนที่สูงไปพร้อมๆ กัน นับว่าเป็น The Best Panoramic View in 2016 ที่คุณไม่ควรพลาดเลยจริงๆ
 
Lipe (3)

ช่วงเวลาการท่องเที่ยวของเกาะหลีเป๊ะจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษายนของทุกปี การเดินทางสู่เกาะหลีเป๊ะที่สะดวกที่สุดมี 2 เส้นทาง เส้นทางแรกเดินทางมาที่จังหวัดตรัง โดยเครื่องบิน รถไฟ หรือรถทัวร์ก็ได้ จากนั้นเดินทางไปลงเรือที่ท่าเรือหาดยาว ที่นี่จะมีเรือโดยสารไทเกอร์ไลน์ที่แล่นจากภูเก็ตไปเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย เรือโดยสารจะแล่นเข้าท่าเรือหาดยาว วันละ 1 เที่ยว คือเวลา 12:30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ในการซื้อตั๋วเรือไปเกาะหลีเป๊ะ แนะนำให้สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต เพราะจะได้รับส่วนลดค่อนข้างมาก อีกทั้งยังสะดวกรวดเร็ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tigerlinetravel.com
 
เส้นทางที่ 2 ลงเรือที่ท่าเรือปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ถ้ามาโดยเครื่องบินจะต้องลงที่สนามบินหาดใหญ่ จากนั้นนั่งรถโดยสารมุ่งตรงมาท่าเรือปากบารา ที่นี่จะมีเรือเร็วแล่นตรงมาเกาะหลีเป๊ะในช่วงเวลา 11:30 – 13:30 น.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อถึงเกาะหลีเป๊ะจะต้องลงเรือหางยาวเพื่อขึ้นเกาะ ค่าโดยสารคนละ 50 บาท เนื่องจากเกาะไม่มีสะพานเทียบเรือขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเรือหางยาวของชาวเลให้มีรายได้อีกทางหนึ่ง เช็กข้อมูลได้ที่ อาดัง ซี แอดเวนเจอร์ ทัวร์ โทร. 08 7287 5883, 08 1738 0803 www.facebook.com/adangsea.lipethailand, หลีเป๊ะ เฟอร์รี่ แอน สปีทโบ๊ท By น้องซัม โทร. 08 2428 0869 www.facebook.com/HliPeaFexrriXaenSPithBoth

 

10. เขาสก (เขื่อนเชี่ยวหลาน) สุราษฎร์ธานี

 
ภาพความงดงามอันยิ่งใหญ่อลังการของภูเขาหินปูนที่ล้อมรอบไปด้วยผืนน้ำอันกว้างใหญ่เหนือเขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน ปรากฏผ่านสื่อในหลายรูปแบบ ทั้งโฆษณาสินค้า ละคร และภาพยนตร์ ภาพขุนเขาที่มีสายหมอกคลอเคลีย คือภาพที่สร้างความประทับใจแบบรักแรกพบ จนนักท่องเที่ยวไม่ว่าชาวไทย หรือชาวต่างชาติ ต่างปักหมุดในใจว่าจะต้องไปให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต
 
เขาสก หรืออุทยานแห่งชาติเขาสก มีการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน คือ ที่ตัวที่ทำการอุทยานฯและบริเวณเขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน ซึ่งเขื่อนเชี่ยวหลานเป็นเขื่อนที่สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ขุนเขาหินปูนอันยิ่งใหญ่ได้จมหายไปในใต้บาดาล ขุนเขาน้อยใหญ่กลายเป็นเกาะกลางทะเลสาบน้ำจืด
 
Khao sok (1)
 
เวลาผ่านมาจนเกือบจะ 30 ปีแล้ว ปัจจุบันเขื่อนรัชชประภาได้กลายเป็นแหล่งผลิตปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ เป็นแหล่งน้ำและแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของภาคใต้ และที่สำคัญเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศไทย ด้วยภูมิประเทศที่แปรเปลี่ยนไปเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้า สายหมอกที่เกิดจากความชื้นของบรรยากาศจะลอยเรี่ยเหนือผืนทะเลสาบซอกซอนไปตามขุนเขาหินปูนอันยิ่งใหญ่ ปรากฏเป็นภาพมหัศจรรย์ ภูเขาในสายหมอก ที่ไม่เหมือนที่ไหนๆ ในประเทศไทย หลายคนนิยามว่าเป็น กุ้ยหลิน เมืองไทย (มุมนี้จะอยู่บริเวณด้านหน้าของแพนางไพร)
 
Khao sok (3)
 
หากต้องการเห็นทัศนียภาพความอุดมสมบูรณ์ของเขาสกในมุมสูง จะต้องเดินฝ่าความสูงชันไปที่ จุดชมวิวไกรสร 1.5 กม. ซึ่งมีระยะทาง 1.5 กิโลเมตร พอให้ได้เหงื่อ เมื่อขึ้นมาถึงจุดชมวิวรับรองว่าความเหนื่อยล้าจะมลายหายไปทันที เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้าเป็นผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงร่องรอยเว้าแหว่งของผืนป่าที่ถูกน้ำท่วมกลายเป็นทะเลสาบ ถึงแม้ความงดงามบนจุดชมวิวไกรสร 1.5 กม. นี้จะต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย แต่ก็คุ้มค่ากับภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างแน่นอน

จากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ย้อนกลับมาตั้งต้นที่อำเภอพุนพิน ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 401 ไปประมาณ 40 กิโลเมตร จะถึงอำเภอบ้านตาขุน แล้วเลี้ยวขวาเข้าเขื่อนรัชชประภา ไปตามทางไปท่าเรือเที่ยวแพ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่และป้ายบอกทางชัดเจน การท่องเที่ยวเหนือเขื่อนเชี่ยวหลานจะมีค่าเช่าเหมาเรือหางยาวและแพ็กเกจที่พักพร้อมอาหาร ซึ่งสะดวกในการท่องเที่ยวไว้คอยบริการทุกท่าน

 
ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Voyage Magazine 

  • สนใจติดต่อลงโฆษณา

    สนใจติดต่อลงโฆษณาได้ที่ myhappyoffice.com@gmail.com โทรศัพท์ (Tel) : 0 8509 49682 , 0 85835 0165

ออฟฟิศนี้...ไม่มีเรื่องเครียด :) กด "LIKE" เป็นพนักงานเลย!!