Menu

บทความยอดฮิต

Connect With Us

ใครๆก็เป็นได้ “โรคกรดไหลย้อน”

Shares

อาหารการกิน และการใช้ชีวิตประจำวัน ย่อมมีผลต่อสุขภาพร่างกายของเรา หากเราดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็จะไม่มารบกวนเรา  แต่ในยุคสมัยนี้ ที่หลายคนวุ่นอยู่แต่การทำงาน หรือการเรียนจนทำให้ไม่มีเวลาใส่ใจกับอาหารการกินและพฤติกรรมการกิน เช่น กินข้าวไม่ตรงเวลา กินมากไป เป็นต้น  ก็ย่อมให้เกิดโรคต่างๆตามมา รวมถึง “โรคกรดไหลย้อน” ที่ทำให้หลายคนทุกข์ทรมานจากโรคนี้เป็นจำนวนมาก  เพื่อให้เพื่อนๆได้รู้จักการป้องกัน และการดูแลตัวเองหากมีอาการเหล่านี้ มาฝากกันค่ะ

 

มารู้จัก โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน หรือชื่อทางการแพทย์คือ Gastroesophageal reflux disease หรือ “GERD” (เกิร์ด)

 

โดยภาวะปกติ ร่างกายมีกลไกการป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไม่ให้ขึ้นไปในหลอดอาหาร ซึ่งจะมีหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง จะคลายตัวขณะที่มีการกลืนอาหาร เพื่อให้อาหารลงกระเพาะ และหดตัวปิดทันทีเพื่อไม่ให้อาหารและกรดจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นไป  แต่เมื่อประสิทธิภาพการทำงานกลไกลนี้เสื่อมลงหรือบกพร่อง ก็จะเกิดโรคกรดไหลย้อนได้  นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากพฤติกรรมบางอย่างเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดโรคนี้ได้ด้วย เช่น การทานอาหารเสร็จอิ่มๆยังไม่ถึง 4 ชั่วโมงแล้วนอน สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม การทานอาหารรสจัดหรือประเภทของมันๆ ของทอด เป็นต้น

อาการที่พบบ่อย เช่น

–   รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย เรอบ่อย และอาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย มักเกิดช่วงหลังรับประทานอาหาร

–   รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ

–   มีอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้องคล้ายโรคกระเพาะอักเสบ

–   บางรายอาจมีอาการผิดปกติของโรคหู คอ จมูก เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบหรืออาการหอบหืดเป็นมากขึ้น เนื่องจากมีการไหลย้อนของน้ำย่อยไประคายที่คอหอย กล่องเสียงและหลอดลม

 

สิ่งที่ควรปฎิบัติ อาการจะดีขึ้น

  • อาหารการกิน

1.   รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่ควรทานอาหารในแต่ละมื้อในปริมาณมากเกินไป ควรแบ่งเป็นมื้อย่อยทีละน้อยๆก็ได้ เช่น อาหารว่างตอนบ่ายๆ เป็น 5 มื้อต่อวัน

 

2.   หลีกเลี่ยงอาหารที่กินแล้วชวนให้เกิดอาการกำเริบ เช่น อาหารประเภทของทอด อาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด(เปรี้ยวจัด/เผ็ดจัด)  รวมทั้งอาหารบางอย่าง ได้แก่ ช็อกโกแลต  กระเทียม หัวหอมใหญ่ ผลไม้รสเปรี้ยว เป็นต้น

 

3.   หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์  น้ำอัดลม ชา กาแฟ และงดการสูบบุหรี่

 

  • การหลับนอน

1.   ไม่ควรนอนหรือเอนกายทันทีหลังรับประทานอาหาร ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

2.   ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6-10 นิ้วจากพื้นราบ ยกศีรษะให้สูงหน่อย และไม่ควรนอนราบ

3.   นอนหลับด้วยท่าตะแคงซ้าย มีการศึกษาว่า การนอนท่านี้จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร

 

  • การปฎิบัติตัว

1.   รักษาน้ำหนักตัวให้พอเหมาะ ไม่ให้อ้วนเกินไป
2.   ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
3.   พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลตัวเองอย่าให้เครียด
4.   สวมเสื้อผ้าที่สบายตัว ไม่รัดเข็มขัดแน่น

 

โรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ยาตามแพทย์สั่งหรือการผ่าตัด

 

ขอขอบคุณข้อมูลสุขภาพดีๆจาก

http://www.pharmacy.mahidol.ac.th

http://www.stou.ac.th/study/sumrit/8-56(500)/page3-8-56(500).html

และรูปประกอบจาก
http://www.basicsof.org

Facebook Comments
Top