Menu

บทความยอดฮิต

Connect With Us

เดินป่าสบายๆที่…ภูกระดึง

Shares

 

ภูกระดึง…สวยซึ้งตรึงใจ…หากใครได้มาเยี่ยมเยือน” อยู่ๆเพลงนี้ก็เเว็บเข้ามาในหัวอีกครั้งขณะที่กำลังนั่งหาที่เที่ยวในเน็ตเพลินๆ จำได้ว่าเป็นเพลงประกอบหนังไทยเรื่องอะไรไม่รู้จำไม่ได้ ช่อง 7 เอามาฉายช่วงเช้าวันหยุด เป็นฉากที่พระนางเเละผองเพื่อนไปท่องเที่ยวภูกระดึงโดยเปิดเพลงนี้คลอไปตลอดซีน ตอนนั้นก็น่าจะประมาณ 7-8 ขวบ นั่งฟังเเป็บเดียวก็ร้องตามได้เเละก็ยังร้องได้จนถึงเดี๋ยวนี้ (ร้องได้อยู่ท่อนเดียวนี่เเหละ)

 

เข้าเรื่องเลยดีกว่าเนอะ สำหรับเหล่ามนุษย์ออฟฟิศที่มีเวลาน้อยเเต่ก็อยากไปเดินป่าชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ คงไม่มีที่ไหนเหมาะไปกว่า “ภูกระดึง” เเล้วล่ะ การเดินทางก็เเสนสะดวกใครมีรถก็ขับกันมา ส่วนใครไม่มีก็นั่งรถทัวร์มาได้ เรื่องกินเรื่องนอนก็ไม่ต้องห่วงบนนู้นมีครบ เรียกว่าเตรียมตัวกับตังมาก็พอ

 

ลานหินเเละป่าสนบนภูกระดึง

 

ภูกระดึงจะว่าไปใครๆก็สามารถเดินขึ้นได้ เพราะเส้นทางไม่ยากจนเกินไป เพียงเเต่ต้องใช้กำลังขาในการเดินขึ้นที่สูงสักหน่อย ทางที่ดีเตรียมความพร้อมออกกำลังกายก่อนมาก็จะทำให้คุณเดินขึ้นได้สบายขึ้นนะ จากที่ทำการอุทยานหลังจากติดต่อเรื่องที่พักเเละค่าธรรมเนียมเรียบร้อย เราก็นำสัมภาระที่จะจ้างลูกหาบเเบกขึ้นไปมาชั่งน้ำหนัก โดยราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท หรือถ้าคุณมั่นใจในพละกำลังจะเเบกขึ้นเองก็ย่อมได้ ไม่มีใครว่า ^=^

 

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ถึงเวลาขึ้นภู โดยจากนี้ไปจะมีเเต่เดินขึ้นเเละเดินขึ้นเท่านั้น ตลอดเส้นทางเราจะเดินผ่านซำต่างๆเรียงลำดับตามนี้ ปางกกคา,ซำแฮก ซำบอน,ซำกกกอก,พร่านพรานแป,ซำกกหว้า,ซำกกโดน,ซำแคร่ จนถึงหลังแป รวมเเล้วก็ประมาณ 5.5 กิโลเมตร  เเต่ละซำก็เดินยากบ้างง่ายบ้าง เเต่เสียงส่วนใหญ่ต่างเทใจให้ ซำแฮกและซำแคร่ เป็นสุดยอดซำที่เหนื่อยที่สุดนั่นคงเป็นเพราะ 2 ซำนี้ค่อนข้างจะสูงชันกว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาได้เล่นเอาหมดสปอนเซอร์ไปหลายขวด

 

phukradueng2

phukradueng3

 

หากใครเกิดหิวน้ำ หิวข้าว ระหว่างทางก็ไม่ต้องกังวล เพราะเเต่ละซำก็จะมีร้านค้าเรียงรายรอให้บริการนักท่องเที่ยว มีทั้งร้านส้มตำ อาหารตามสั่ง ไอศกรีม ขนมขบเคี้ยวมีหมด เเม้เเต่ของที่ระลึกก็ยังมีขาย ตลอดเส้นทางคุณจะได้เห็นพันธุ์ไม้ที่เเตกต่างไปตามระดับความสูง เส้นทางบางช่วงอาจร้อนไปหน่อยเพราะเเดด เเรง เเต่บางช่วงก็มีลมพัดเย็นสบายช่วยให้หายเหนื่อยได้บ้าง

 

โดยเฉลี่ยเเล้วเราจะใช้เวลาเดินขึ้นถึงหลังแปราวๆ 3 ชั่วโมง อาจน้อยหรือมากกว่านั้นก็เเล้วเเต่แรงขาของเเต่ละคนล่ะนะ เมื่อขึ้นมาถึงหลังแปเเล้วถึงเเม้หน้าตาของคุณตอนนั้นจะเเบบว่า “ฉันไม่ไหวเเล้ว!” ก็เถอะ อย่าลืมที่จะชักภาพร่วมกับป้ายผู้พิชิตสักหน่อย เก็บไว้เป็นที่ระลึกว่า “ครั้งหนึ่งเราคือผู้พิชิตภูกระดึง

 

ครั้งหนึ่งเราคือผู้พิชิตภูกระดึง

 

หลังจากชักภาพเป็นที่ระลึกเรียบร้อยเเล้วขอให้ทุกท่านตั้งสติเเละเดินต่อไปอีก 4 กิโลเมตร เพื่อไปให้ถึงลานวังกวางซึ่งเป็นสถานที่กางเต้นท์เเละเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวนั่นเอง เมื่อมาถึงเเล้วก็ไปติดต่อเรื่องที่พักกับเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สำหรับคนที่นอนเต้นท์สามารถเช่าหมอน ผ้าห่ม แผ่นรองนอนได้ที่นี่ นอกจากนั้นยังสามารถสอบถามข้อมูลเส้นทางท่องเที่ยวบนภูได้ที่นี่อีกด้วย

 

สำหรับเเหล่งท่องเที่ยวบนภูกระดึงมีเยอะมาก ถ้าจะไปให้ครบน่าจะมีเวลาสัก 4 วัน 3คืน เเต่ถ้าเวลาไม่พอ 3 วัน 2คืน ก็สามารถเก็บจุดสำคัญๆได้ครบเเล้วล่ะ เริ่มจากวันแรกหลังจากเดินขึ้นภูมาเเล้ว ช่วงบ่ายเดินเราสามารถเดินไปไหว้พระพุทธเมตตา เสร็จเเล้วเดินต่อไปยังผาหมากดูกเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก ผานี้ถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ใกล้กับที่พักที่สุดเเล้วระยะทาง 2 กิโลเมตร

 

ผาหมากดูก

วิวก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ที่ผาหมากดูก

 

พระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูก

พระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูก

 

phukradueng22

 

วันต่อมาตื่นตั้งเเต่ตี 4 เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ทุกคนที่จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นต้องมารวมตัวกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตอนตี 4 ครึ่งเพราะจะต้องให้เจ้าหน้าที่นำทางไป อย่าลืมเตรียมไฟฉายมาด้วยเพราะมันมืดมาก มาถึงก็จับจองที่นั่งหรือที่ยืนกันตามสะดวก ขากลับเราจะเดินผ่านลานพระเเก้ว เป็นลานหินเเละมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติประดิษฐานอยู่ด้วย กลับที่พักล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวไปเที่ยวต่อ

 

ผานกแอ่น

วิวด้านล่างเมื่อมองลงมาจากผานกแอ่น

 

พระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น

พระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น

 

บรรยากาศโรเเมนติกที่ผานกแอ่น

 

ลานพระเเก้วเเละกวางเจ้าถิ่น

ซ้าย: ลานพระแก้ว ขวา:กวางเจ้าถิ่น

 

ก่อนเที่ยวเเวะหาข้าวเช้ากินเเล้วก็อย่าลืมสั่งข้าวห่อไปกินระหว่างทางด้วยเพราะเส้นทางค่อนข้างไกล เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าเดินเส้นทางชมน้ำตก

เริ่มจากน้ำตกวังกวางซึ่งอยู่ใกล้ที่พักที่สุด จากนั้นไปต่อกันที่น้ำตกเพ็ญพบใหม่ จากน้ำตกวังกวางไปน้ำตกเพ็ญพบใหม่อยู่ห่างกันราวๆ 700 เมตร จากนั้นไปต่อที่น้ำตกโผนพบ ตามด้วยน้ำตกเพ็ญพบ เเละสุดท้ายคือน้ำตกถ้ำใหญ่

 

น้ำตกวังกวางเเละน้ำตกเพ็ญพบใหม่

ซ้าย: น้ำตกวังกวาง ขวา: น้ำตกเพ็ญพบใหม่

 

ใบเมเปิ้ล

 

น้ำตกถ้ำใหญ่

ซ้าย: ด้านบนของน้ำตกถ้ำใหญ่ก่อนจะไหลลงด้านล่าง(ภาพขวา)

 

ทางเดินจากน้ำตกเพ็ญพบใหม่จนถึงน้ำตกถ้ำใหญ่จะเป็นเส้นทางผ่านป่าเขียวชอุ่ม มีมอสส์ขึ้นตามโขดหิน เฟิร์นหลายสายพันธุ์ ยิ่งมาช่วงต้นหนาวจะมีใบเมเปิ้ลเเดงให้ได้ชมกันด้วย

 

ใบเมเปิ้ลเเดง

 

น้ำตกถ้ำใหญ่

 

ขึ้นจากน้ำตกถ้ำใหญ่ เรามุ่งสู่จุดหมายต่อไปคือผาหล่มสักซึ่งระยะทางค่อนข้างไกลประมาณ 7-8 กิโล โดยระหว่างทางเราจะผ่าน ทุ่งหญ้าสะวันนา(ถ้ามีม้าลายมายืนสักตัวคงเหมือนมาแอฟริกาใต้) สระอโนดาด น้ำตกถ้ำสอเหนือ เส้นทางนี้หากเราเดินออกจากน้ำตกถ้ำใหญ่ประมาณเที่ยง ก็น่าจะมาถึงผาหล่มสักไม่เกิน4โมงเย็น

 

เส้นทางสู่ผาหล่มสัก

เส้นทางสู่ผาหล่มสัก เป็นทุุ่งหญ้าสะวันนา

สระอโนดาด

สระอโนดาด

 

น้ำตกถ้ำสอเหนือ

น้ำตกถ้ำสอเหนือ

 

ที่ผาหล่มสักมีร้านอาหารเเละร้านขายของที่ระลึก เเต่ที่เห็นคนนิยมที่สุดเห็นจะเป็นร้านกาแฟชมพู่ม่าเหมี่ยว เป็นร้านกาแฟร้านแรกบนภูกระดึง มีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย อีกอย่างที่พลาดไม่ได้คือ “เขียนไดอารี่” มาเเล้วก็ต้องเขียนสักหน่อยหรือจะลองเปิดอ่านดูบางทีอาจจะเจอคนที่เรารู้จักมาเขียนไว้เเล้วก็ได้ ส่วนใครอยากส่งโปสการ์ดที่นี่เค้าก็มีไว้บริการ

 

เมื่อมาถึงผาหล่มสักคุณไม่ควรพลาดถ่ายรูปกับผาชะง้อนหินที่ยืนออกไปเเละมีต้นสนยืนต้นเคียงคู่ บางคนกล้าหน่อยก็ยืนเกือบปลายหินให้เหมือนจะตกหรือบางคนก็ไปนั่งห้อยขาสบายใจเฉิบ อันนี้ก็อยู่กับความกล้าบ้าบิ่นของใครของมันล่ะนะ ถ่ายภาพกันพบหอมปากหอมคอก็มานั่งสงบจิตสงบใจรอพระอาทิตย์อัสดงพร้อมชมวิวเบื้องหน้าซึ่งไกลออกไปเราสามารถมองเห็นภูหลวงตั้งเด่นเป็นสง่าด้วย ดูๆไปก็คล้ายภูเขาไฟฟูจิอยู่เหมือนกัน

 

ผาหล่มสัก

 

ผาหล่มสัก

 

ภูหลวง

ภูหลวงมองเห็นได้จากผาหล่มสัก

 

พอฟ้ามืดเราต้องเดินกลับทางเส้นเลียบหน้าผาเดินไปเรื่อยๆผ่านผาต่างๆจนไปเจอผาหมากดูกเเล้วเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางไปลานวังกวาง เวลาเดินกลับให้เดินเกาะกลุ่มกันไปเพราะทางค่อนข้างมืดคนที่มาหลังสุดจะมีเจ้าหน้าอยู่ปิดท้ายขบวนให้ไม่ต้องกังวลไป ระยะทางก็ราวๆ 11 กิโลเมตร เมื่อยเลย!

 

เช้าวันสุดท้ายหากใครยังไหวจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นอีกครั้งก็ย่อมได้กลับมาค่อยอาบน้ำเก็บข้าวของ ไปกินข้าวเเล้วเดินลงภูสบายๆไม่ต้องรีบ ตอนลงจะค่อนข้างเร็วบางช่วงวิ่งลงจะสบายกว่าเเต่ถ้าใครที่เข่าไม่ดีก็ค่อยๆเดินลงเเล้วกันนะ

 

จนถึงวันนี้ภูกระดึงยังคงเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อย ผู้ใหญ่ หรือวัยคุณปู่คุณย่า ก็สามารถมาซึมซับบรรยากาศงดงามบนภูแห่งนี้ได้ พร้อมพกความทรงจำดีๆกลับไปแบ่งปันให้ใครต่อใครอิจฉาและอยากมาเยือนด้วยตัวเองสักครั้ง

 


 

 

การเดินทางไปภูกระดึง
แนะนำนั่งรถทัวร์สบายที่สุด เพราะหากขับรถไปสงสารคนขับเพราะขากลับลงมาคงจะเพลียไม่น้อยเเต่ถ้ามั่นใจว่าไหวก็ขับมาได้ที่ทำการอุทยานมีที่ให้จอดรถสะดวกสบาย

 

ขาไป
ถ้าจะมารถทัวร์ก็มีหลายบริษัทให้เลือก เเนะนำให้นั่งรถรอบไม่เกิน 4 ทุ่ม มาถึงราวๆตี 5 จะได้ไม่ต้องนั่งรอนาน
จากหมอชิตให้นั่งมาลงที่ผานกเค้า ถึงเเล้วให้เดินไปรอขึ้นรถสองเเถวที่ร้านเจ๊กิม หาไม่ยากเพราะร้านเจ๊กิมเปิดไฟสว่างโล่ง
ที่ร้านเจ๊กิมมีห้องน้ำไว้ให้บริการคุณสามารถล้างหน้าแปรงฟัน เสร็จเเล้วก็หาข้าวเช้ากินได้ที่นี่เลย
รอจนฟ้าสว่าง เดินไปขึ้นรถสองเเถว(จอดอยู่หน้าร้านเจ๊กิมเลย)ค่ารถราวๆ 50 บาทหรืออาจจะถูกกว่านั้นถ้าคนเต็มรถ
รถสองเเถวจะพามาส่งที่ที่ทำอุทยานแห่งชาติภูกระดึงใช้เวลาประมาณ 15 นาที

 

ขากลับ
ส่วนมากเดินลงจากภูก็จะถึงข้างล่างประมาณ บ่าย2-3โมง เเวะอาบน้ำที่ทำการด้านล่างได้เลย เสร็จเเล้วก็มาขึ้นรถสองเเถวเพื่อกลับไปยังร้านเจ๊กิม
ใครที่ซื้อตั๋วขากลับไว้เเล้วก็นั่งรอขึ้นรถที่นี่ส่วนใครยังไม่ได้ซื้อก็ซื้อที่ร้านนี้ได้อีกเช่นกันสะดวกจริงๆ
ที่พัก
มีทั้งแบบบ้านพักอุทยาน เเละเเบบนอนเต้นท์ของอุทยาน หรือจะนำเต้นท์ไปกางเองก็ได้ ติดต่อเช่าได้ที่
http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=11

 

อาหารการกิน
ข้างบนภูมีทุกสิ่งให้เลือกสรร ราคาก็จะสูงกว่าปกติเพราะเเม่ค้าต้องจ้างลูกหาบเเบกขึ้นมาเลยมีค่าใช้จ่ายตรงนี้บวกเข้าไป
ตัวอย่างเช่น
ตามสั่งเริ่มต้นจานละ 60 – 70 บาท
หมูกระทะ เซ็ทเล็ก 300 ใหญ่ 500 บาท
น้ำเต้าหู้เเก้วละ 20 บาท
ปาท่องโก๋ชุดละ 20 บาท
ข้าวจี่ไม้ละ 10 บาท
น้ำดื่มขวดเล็ก 25 ขวดใหญ่ 50 บาท

 

การเตรียมตัว
ออกกำลังกายก่อนมาเป็นน่าจะเป็นคำเเนะนำที่ดีที่สุด เเต่หากไม่มีเวลาออกกำลังกายก็มาได้เลยอาจจะใช้เวลามากหน่อยเเต่ก็ถึงเหมือนกัน สบายๆไม่ต้องรีบ
เสื้อผ้าเลือกที่สบายๆจะได้เคลื่อนไหวสะดวก รองเท้าผ้าใบที่เท้าของคุณคุ้นเคย มีดอกยางเยอะๆหน่อยก็ดี หรือใส่รองเท้ารัดส้นเเล้วสวมถุงเท้าก็ได้เหมือนกัน
ถ้าไปช่วงตุลาคมควรเตรียมเสื้อกันฝนกับถุงกันทากไปด้วย หากช่วงไปฤดูหนาวก็จัดเต็มแฟชั่นหน้าหนาวได้เลย ฤดูร้อนบนภูก็ยังเย็นสบายเเต่เเดดเเรงเตรียมหมวกปีกกว้างไปด้วยก็ดีนะ
ฤดูกาลท่องเที่ยว
อุทยานแห่งชาติภูกระดึงจะเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 31 พฤษภาคม

 

Facebook Comments
Top